เป็นการติดต่อสัมพันธ์กันระหว่างบุคคล  โดยการใช้คำพูด  น้ำเสียง  กิริยาท่าทาง  จนกว่าจะสิ้นสุดสถานการณ์  การติดต่อสื่อสารจะกระจ่างขึ้นเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์   จึงต้องนำสภาวะทั้ง 3 ดังกล่าวข้างต้นมาพิจารณาด้วย  เพราะขณะสื่อสารกันบุคคลต่างก็จะแสดงสภาวะใดสภาวะหนึ่งออกมา  และสามารถรับรู้ได้ว่าบุคคลกำลังใช้สภาวะใดสื่อสารต่อกัน  การติดต่อสื่อสารมี 3 แบบ คือ

               

             

       เป็นการสื่อสารที่แสดงให้เห็นถึงการคล้อยตามกัน  การโต้ตอบเป็นไปตามความต้องการของทั้งสองฝ่าย  เช่น

สามี
  
:  เฮ้อ เหนื่อยสุด ๆ  ไม่รู้งานอะไรมันมากจริง ๆ
           (พูดแบบขอความเห็นใจและต้องการกำลังใจจากภรรยา
          
จากสภาวะความเป็นเด็กตามธรรมชาติ)

ภรรยา : นั่งพักสักครู่ซิคะ  เดี๋ยวดิฉันจะนำเครื่องดื่มเย็น ๆ  มาให้
            (พูดอย่างเมตตา  ให้กำลังใจ จากสภาวะความเป็น
            พ่อแม่เมตตา)

 

      เป็นการติดต่อสื่อสารที่คู่สนทนากล่าวถ้อยคำหรือกิริยาท่าทางที่ไม่เป็นไปตามความคาดหมายของอีกฝ่ายหนึ่ง  เมื่อการสนทนามีลักษณะขัดแย้ง  ก็จะทำให้การสนทนาสะดุดในระยะเวลาหนึ่งหรืออาจตลอดไป  เช่น

               

              

 


รรมนูญ 
:  ช่วยลงทะเบียนให้ผมด้วยนะ  ผมติดธุระอยู่ต่างจังหวัด
                     (พูดแบบมีเหตุผลจากสภาวะความเป็นผู้ใหญ่)

ัญชา      : นายนี่ขาดความรับผิดชอบจริง ๆ
                 
(พูดแบบตำหนิ  จากสภาวะความเป็นพ่อแม่ติเตียน)

       ธรรมนูญ มีความคาดหมายว่า  จะได้ยินคำตอบรับในการช่วยเหลือจากบัญชา  แต่บัญชา อาจมีงานยุ่งหรือด้วยเหตุใดก็ตามจึงตอบปฏิเสธโดยแสดงถ้อยคำตำหนิ  ซึ่งทำให้การสนทนาเกิดการสื่อสารแบบขัดแย้งเพราะไม่เป็นไปตามคาดหมายของธรรมนูญ
 

              

             

 

มชาย    :  ผมไม่เคยเห็นการนัดหมายที่ตรงเวลาสักครั้ง
                แย่จริง ๆ  (ส่ายหน้า) 
               
(พูดตำหนิจากสภาวะความเป็นพ่อแม่ติเตียน)

ประสิทธิ์   : สำหรับหน่วยงานนี้ตรงเวลาทุกครั้งครับ
               
(พูดด้วยเหตุผล  ข้อมูลจริง  จากสภาวะความเป็นผู้ใหญ่)

       สมชายพูดแบบตำหนิ  และเขายังต้องการให้ประสิทธิ์พูดเสริมตนด้วย  แต่ประสิทธิ์ไม่ใช่คนที่ชอบพูดติเตียนใคร  จึงตอบออกไปดังกล่าวทำให้เกิดความขัดแย้ง

 


          ในการสื่อสารที่ต้องปฏิเสธนั้น บางคนอาจเกรงว่าจะเกิดความขัดแย้งมากจนเกินไป ดังนั้นบางคนจะแสดงออกทางท่าทาง  สีหน้า  ด้วยการหลบตา  ชะงัก  ยิ้มเฉย ๆ  ไม่พูดอะไร  กลืนน้ำลาย  ถอนใจ  ส่ายหน้า  ฯลฯ  ดังนั้น  บุคคลจึงควรระมัดระวังในการพูด  ซึ่งอาจใช้การปฏิเสธการตำหนิผู้อื่นด้วยวิธีการดังกล่าวได้

         


          เป็นการสื่อสารที่ผู้สื่อสารแอบแฝงความต้องการที่แท้จริงไว้    โดยคำพูดกับการแสดงออกที่ไม่ตรงกับความคิด  เป็นการพูดระดับสังคม (Social  Level คำพูดที่ต้องการจะสื่อออกมาจริงๆ นั้นถูกซ่อนไว้ภายในเรียกว่า  การพูดระดับจิตวิทยา (Psychological  Level) การสื่อสารแบบนี้ใช้สภาวะแห่งตนที่มากกว่าสองสภาวะในเวลาเดียวกัน  เบิร์นเรียกการติดต่อสื่อสารแบบนี้ว่า  "การเล่นเกมทางจิตวิืทยา"   การติดต่อแบบนี้จำแนกเป็น  2  แบบ  คือ

         

                  หมายถึง ผู้ส่งข่าวสารสองข้อความออกไปในเวลาเดียวกัน   โดยข้อความหนึ่งเปล่งเสียงออกมาและอีกข้อความหนึ่งไม่เปล่งเสียง ซึ่งแท้จริงแล้วผู้สื่อต้องการสื่อแต่ไม่สามารถจะทำได้ด้วยเหตุผลบางประการ  เช่น  อาจเป็นเพราะมารยาททางสังคมหรืออาจกลัวเกลียดชัง การสื่อสารดังกล่าวจึงทำให้เกิดมุมขึ้น (Angular Transaction หรือไม่เป็นมุม  (Non-angular  Transaction แล้วแต่สถานการณ์  ดังตัวอย่าง

              

                            (Non - angular)

 


 

มธา   :  ผมจะไม่ไปสัมมนาครั้งนี้นะครับ  เพราะเป็นโรคน้ำท่วมหู 
            
(พูดเหมือนฟังดูมีเหตุผล แต่แท้จริงแล้วต้องการ
             พูดว่า  "สัมมนาอะไรกันพูดกันน้ำท่วมทุ่ง  จะไป
             เที่ยวกันนะไม่ว่า"    ซึ่งเป็นคำพูดจากสภาวะ
             ความเป็นพ่อแม่ติเตียน  ดังเส้น - - - - -
>
)

พาที    : งั้นคุณก็อย่าไปเลย  พักผ่อนเถอะจะได้หายเร็ว ๆ
           
(ผู้ฟังไม่ได้คิดว่าเมธาจะซ่อนเร้นอะไรไว้ เชื่อคำพูดและ 
            คิดอย่างไรจึงตอบไปอย่างนั้น จากสภาวะผู้ใหญ่มีเหตุผล)

 

 

              

                                 (Angular)

 

นขาย  :  ล็อตเตอรี่ค่ะ…ล็อตเตอรี่…ไหม๊คะ  ใบสุดท้ายแล้วนะคะ 
             
(พูดแบบมีเหตุผลจากสภาวะความเป็นผู้ใหญ่
              ความจริงมีเหลือในกระเป๋าอีกหลายใบ)

ลูกค้า    :  ถ้าอย่างนั้นฉันซื้อใบนั้นแหละ
             
(ตอบแบบความต้องการของตน  และเชื่อว่าอาจถูก)

 

         

                  หมายถึง  การที่ทั้งสองฝ่ายต่างส่งข่าวสารสองชนิดออกไปในเวลาเดียวกัน  โดยใช้รูปแบบการสื่อสารที่ไม่ตรงตามต้องการตอบโต้กัน  และแฝงความต้องการไว้ในใจโดยไม่กล้าแสดงออกมา

              
 

ารศรี   :  ไม่ออกไปไหนก็ดีนะ  ไม่สิ้นเปลืองค่าใช้จ่าย
              
(พูดอย่างมีเหตุผล  ออกจากสภาวะผู้ใหญ่
               แต่ความต้องการที่แท้จริงคือ    เบื่อจะแย่
               ไม่เห็นเดือนเห็นตะวันเลย
)

สมส่วน   :  เห็นด้วยกับเธอนะเดี๋ยวนี้อะไร ๆ  ก็แพงทั้งนั้น
              
(ไม่มีธุระจะอยากออกไปทำไม)

       แสดงให้เห็นว่า  ทั้งสองดูเสมือนใช้การติดต่อสื่อสารด้วยสภาวะความเป็นผู้ใหญ่  ที่ฟังดูมีเหตุผล  แต่ทั้งสองฝ่ายมีความแคลงใจซึ่งกันและกัน ไม่กล้าพูดในสิ่งที่ตนเองต้องการ ดังนั้นในการสื่อสารรูปแบบนี้  จะเกิดผลเสียภายหลัง  เช่นเกิดความเครียด เพราะเก็บกด

 


 

       รูปแบบการสื่อสารที่ดีที่สุดน่าจะเป็นการสื่อสารแบบคล้อยตามเพราะจะทำให้การสนทนาของทั้งสองฝ่ายยุติลงด้วยมิตรภาพ  และควรหลีกเลี่ยงที่สุดคือ  การสื่อสารแบบซ่อนเร้น  การสื่อสารแบบขัดแย้งอาจมีบ้างแต่เป็นไปอย่างมีเหตุผลและเป็นการเพิ่มรสชาติถ้าเป็นการสนทนา  และทำให้เกิดประโยชน์ในการทำงานเป็นทีมที่ต้องพึ่งพาข้อเสนอแนะ ข้อคิดต่าง ๆ

 

กลับหน้าเมนูองค์ประกอบที่ใช้ศึกษา TA | 4.1 สภาวะแห่งตน | 4.2 ความเอาใจใส่ | 4.3 การติดต่อสื่อสาร | 4.4 จุดยืนแห่งชีวิต | 4.5 บทแสดงหรือลิขิตชีวิต 

 

หน้าหลัก | ความหมายของ TA | ประโยชน์ของ TA | แนวคิดเกี่ยวกับ TA | องค์ประกอบที่ใช้ศึกษา TA